13 เรื่องจริงของฟูจิ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
Fujisan ได้รับการตีตราว่าเป็นโลโก้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นมาโดยตลอด ด้วยรูปร่างที่สวยสมบูรณ์แบบลงตัวสุดๆ ในเรื่องของความสมมาตรที่อาจหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วในโลก และในช่วงฤดูร้อนอย่างในช่วงนี้ คือช่วงเดียวของปีที่นักเดินทางจากทั่วโลกจะมีโอกาสในการเดินขึ้นไปพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิกัน วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับความจริงในหลากหลายด้านของภูเขาไฟฟูจิกัน เผื่อใครมีแพลนจะปีนฟูจิซังในปีนี้ จะได้มีเรื่องเล่าระหว่างทางไว้เม้าท์กับเพื่อนแก้เหนื่อยกันเพลินๆ ไง
13 ความจริงของภูเขาไฟฟูจิ
1. ความหมายของ ‘ฟูจิ’ ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกัน

ชาวญี่ปุ่นมักเรียกภูเขาไฟฟูจิว่า Fujisan หรือ Fujiyama โดยคำว่า ‘san’ และ ‘yama’ มีความหมายถึงภูเขา ส่วนคำว่าฟูจินั้นยังมีการถกเถียงกันอยู่ถึงความหมายที่แท้จริง ซึ่งบางคนเชื่อว่าคำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า ‘ฟุชิ 不死’ ซึ่งหมายถึงความเป็นอมตะ โดยมีที่มาจากตำนานเรื่องราวของคนตัดไผ่ (The Tale of the Bamboo Cutter) แต่บางส่วนเชื่อว่าฟูจินั้นอาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า fuchi ซึ่งแปลว่าไฟในภาษาถิ่นของชาวไอนุ (Ainu) ที่มาจากชื่อของ Fuuchi-Kamuy เทพธิดาแห่งไฟของพวกเขานั่นเอง
2. Fujisan ยังแอ็คทีฟอยู่นะ
แม้จะเชื่อกันว่าภูเขาไฟฟูจินั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทุในช่วงเวลาอันใกล้นี้ค่อนข้างต่ำ โดยการปะทุครั้งสุดท้ายของภูเขาไฟฟูจิที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ในปี ค.ศ.1707 นั้น แม้จะไม่มีลาวาไหลออกมาจากภูเขาไฟ แต่ก็ยังมีการพ่นละอองเถ้าถ่านถึงประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร ฟุ้งกระจายและตกลงมาในพื้นที่โดยรอบจนถึงพื้นที่โตเกียวเลยทีเดียวนะ และแม้จะยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการปะทุแต่อย่างใด หากก็ยังมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์กันไม่ได้ เนื่องจากฟูจิซังนั้นคือหนึ่งในจำนวนภูเขาไฟ 452 ลูก ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่วงแหวนแห่งไฟรอบมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีอัตราการเกิดแผ่นดินไหวถึง 90% จากแผ่นดินไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก แถมยังตั้งอยู่บนพื้นที่รอยต่อของเปลือกโลกถึง 3 รอยด้วยกัน และทั้งหมดนั้นคือสาเหตุที่เรายังฟันธงกันไม่ได้ว่าฟูจิซังจะพิโรธขึ้นมาเมื่อไหร่นั่นเอง
3. ฟูจิซังไม่ได้มียอดเขายอดเดียวนะ
แม้ภูเขาไฟฟูจิจะดูเหมือนเป็นภูเขาที่มียอดสูงตระหง่านเพียงยอดเดียวเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วยอดของฟูจิซังนั้นเกิดจากการซ้อนทับกันของยอดเขาถึง 3 ลูก โดย Komitake ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเนินเขาที่อยู่ทางเหนือของฟูจินั้นเป็นยอดแรกนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 700,000 ปีก่อน ตามมาด้วยยอดเขา Ashitaka เมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้อาจไม่เหลือยอดเขาให้เห็นอีกแล้ว เพราะส่วนนี้กลายมาเป็นช่วงฐานหรือเชิงเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟูจิไป และส่วนของภูเขาไฟฟูจิที่เราคุ้นตากันในปัจจุบันนั้นเป็นส่วนที่เรียกว่า Shin Fuji ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 8,000 – 11,000 ปีก่อน บริเวณรอบๆ ปล่องภูเขาไฟฟูจินั้นรายล้อมไปด้วยยอดเขาเล็กๆ อีก 8 ยอด คือ Oshaidake, Izudake, Jojudake, Komagatake, Mushimatake, Kengamine, Hukusandake และ Kusushidake โดยส่วนของยอดบริเวณ Kengamine ยังนับเป็นจุดที่สูงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
4. หน่วยวัดความสูงคือสถานี
สำหรับบรรดาผู้คนที่เดินทางขึ้นไปเพื่อพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจินั้น การนับหรือวัดความสูงแต่ละช่วงจะไม่ได้ดูจากระยะหน่วยเป็นฟุตหรือเมตรแต่อย่างใด แต่จะใช้การวัดโดยการเช็คสถานีซึ่งจะตั้งอยู่เป็นระยะ โดยตั้งแต่ฐานจนถึงยอดเขาจะมีทั้งหมด 10 สถานี ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเริ่มเดินขึ้นเขากันตั้งแต่สถานีที่ 5 ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีถนนและรถยนต์ขึ้นไปถึงได้
5. ยอดฟูจิมีเจ้าของนะ
ใครจะไปคิดว่าภูเขาไฟจะเป็นสถานที่ซึ่งมีเจ้าของครอบครองอยู่ แต่นี่คือความจริง… เพราะแม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิจะเป็นพื้นที่สาธารณะ หากตั้งแต่ความสูงชั้นที่ 8 ของฟูจิขึ้นไปนั้นเป็นพื้นที่ทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งมีศาลเจ้า Ieyasu Tokugawa เป็นผู้ครอบครอง โดยกว่าจะมาถึงจุดนี้ ทางศาลเจ้าก็ต้องผ่านการฟ้องร้องกับรัฐบาลอยู่หลายครั้ง จนได้รับการตัดสินให้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลในปี 2004 แต่มีข้อจำกัดก็ตรงที่ไม่สามารถทำการจดทะเบียนพื้นที่บนยอดเขาให้เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ เนื่องจากฟูจิซังนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างจังหวัดชิสึโอกะและยามานาชิ ทำให้ไม่สามารถระบุพื้นที่ส่วนยอดได้ว่าอยู่ในเขตจังหวัดใดแน่นอนนั่นเอง
6. ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่นี่คือศูนย์รวมจิตวิญญาณ
ภูเขาไฟฟูจินับเป็น 1 ใน 3 ของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในญี่ปุ่น และนับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัย โดยในพื้นที่ส่วนบนของภูเขาไฟมีศาลเจ้า Okumiya ซึ่งนับเป็นศาลเจ้าที่อยู่สูงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ นอกจากนั้นยังมีศาลเจ้าอีกมากมายซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไฟฟูจิและในพื้นที่อื่นๆ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้เทพเจ้าประจำฟูจิซัง และในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปีจะมีการจัด Yoshida Fire Festival ขึ้น โดยศาลเจ้า Kitaguchi Hongu Fuji Sengen ซึ่งเชื่อกันว่านี่คือประเพณีที่จะช่วยบรรเทาความพิโรธของภูเขาไฟและทำให้ไม่เกิดการปะทุหรือระเบิดขึ้นอีกด้วย
7. ผู้หญิงห้ามขึ้นไปบนฟูจินะ

อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะนี่คือข้อห้ามในยุคอดีต ซึ่งยังมักจะมีความเชื่อว่าเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าหรือภูเขาไฟฟูจินั้นคือดินแดนบริสุทธิ์ที่ห้ามสตรีเหยียบย่ำเข้าไป ซึ่งในปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำการออกกฎหมายอนุญาตให้ชายและหญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในเรื่องนี้ตั้งแต่ราวปี 1872 เป็นต้นมา
แต่ก่อนหน้าที่ผู้หญิงจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนภูเขาไฟฟูจิอย่างเป็นทางการ ว่ากันว่าเคยมีหญิงสาวชื่อ Tatsu Takayama ได้ทำการปลอมตัวเป็นชายแล้วเดินทางขึ้นไปบนฟูจิซังมาเมื่อ 40 ปีก่อนจะมีการออกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ศาสนสถานบนภูเขาหลายแห่งก็ยังคงถือกฎเกณฑ์เรื่องการห้ามสตรีขึ้นไปจนถึงปัจจุบัน โดยบางแห่งมีเหตุผลว่าผู้หญิงที่ขึ้นไปอาจจะทำให้เหล่าพระหนุ่มๆ เกิดการวอกแวกและหลุดโฟกัสจากการบำเพ็ญศีลอันเคร่งครัดนั่นเอง
8. ไปรษณีย์จากยอดฟูจิซัง
สำหรับคนที่ขึ้นไปพิชิตยอดเขาฟูจิสำเร็จ และอยากได้ของที่ระลึกมาเก็บไว้ การส่งไปรษณีย์จากบนยอดเขาถือว่าเป็นตัวเลือกยอดนิยมทีเดียวเชียวละ เพราะบนยอดฟูจิซังนั้นจะมีตู้ไปรษณีย์เล็กๆ หนึ่งตู้ ให้คุณได้หย่อนจดหมายหรือโปสการ์ดส่งลงมาเป็นที่ระลึกกันด้วยจ้า โดยเขาจะมีตราประทับพิเศษซึ่งมีเฉพาะที่นี่เท่านั้นมาประทับให้ วิธีการขนย้ายจดหมายก็จะใช้รถแทร็กเตอร์ตีนตะขาบในการขนส่งลงมา หรืออีกวิธีที่นักเดินทางนิยมกันก็คือการแวะประทับตราบนไม้เท้าเดินป่า ณ กระท่อมริมทางตามจุดต่างๆ บนภูเขาลูกนี้ ใครมีโอกาสขึ้นไปห้ามพลาดกันเลยเด้อ
9. ตัวแทนของฟูจิมีทั่วประเทศ
ในสมัยเอโดะ ศาสนาที่เรียกว่าฟูจิโกะได้ถือกำเนิดขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ศรัทธาต้องปีนภูเขาไฟฟูจิปีละครั้งเพื่อแสวงบุญทางจิตวิญญาณ แต่ในภายหลังมีการสร้างตัวแทนของฟูจิซังขึ้นมาหลายแห่งรอบๆ โตเกียว เรียกว่า Fujizuka เพื่อเป็นตัวแทนในการแสวงบุญของผู้ที่ไม่สามารถเดินขึ้นฟูจิซังจริงๆ ได้ โดยในยุคก่อนนั้นมีให้เห็นกันกว่า 800 แห่งรอบเอโดะเลยเชียวละ แต่ในปัจจุบันนี้อาจจะเหลือแค่ราวๆ 60 แห่งเท่านั้น เจ้าฟุจิซึกะจะเป็นภูเขาที่สร้างขึ้นมาให้หน้าตาคล้ายคลึงกับฟูจิ แต่จะมีความสูงเพียงแค่ไม่กี่ฟุตถึงประมาณ 50 ฟุต เพื่อให้คนทุกเพศวัยเข้าถึงได้ โดยมักจะใช้หินที่นำมาจากภูเขาไฟฟูจิในการสร้าง และจะมีการจำลองสถานีทั้ง 10 แห่งขึ้นมา ใครตามไปเจออย่าพลาดโอกาสที่จะได้ขึ้นกันเชียว
10. ชายผู้พิชิตฟูจิมากที่สุดในโลก
แม้คนญี่ปุ่นจะมีคำกล่าวว่า ‘คนฉลาดปีนภูเขาไฟฟูจิได้ครั้งเดียว คนโง่ปีนได้สองครั้ง’ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสนใจซะที่ไหน โดยเฉพาะ Jitsukawa Yoshinobu ซึ่งเป็นผู้ครองสถิติปีนภูเขาไฟฟูจิได้มากที่สุดในขณะนี้ เพราะนับตั้งแต่การได้เดินทางขึ้นไปพิชิตยอดฟูจิเป็นครั้งแรกเมื่อตัวเขามีอายุ 42 ปี จนกระทั่งถึงวัย 76 ปี ใน ค.ศ.2020 นั้น คุณลุงโยชิโนบุได้ทำการพิชิตยอดฟูจิซังไปแล้วถึง 2,060 ครั้ง โดยเขาใช้เวลาช่วงหลังวัยเกษียณปีนขึ้นลงภูเขาไฟฟูจิได้ถึงวันละสองครั้ง!! และยังรักษาระดับการขึ้น-ลงฟูจิซังด้วยความเร็วเลเวลนี้ไว้ได้ต่อเนื่องถึง 75 วัน!!! ใครอยากล้มสถิติคุณลุงก็ลองดู…
11. ด้านมืดของฟูจิ กับ ‘ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย’
ภายใต้ความสง่างามตระการตาของภูเขาไฟฟูจิ ยังมีพื้นที่ซึ่งเปรียบเสมือนด้านมืดอันน่าสยดสยองของผืนป่า Aokigahara ซ่อนตัวอยู่ ป่าอาโอกิงาฮาระนั้นมีพื้นที่ประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร เป็นป่าโบราณซึ่งเกิดขึ้นบนเถ้าถ่านและลาวาซึ่งปะทุออกมาจากภูเขาไฟฟูจิตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 9 พื้นที่บางส่วนของผืนป่าเป็นชั้นหินลาวาซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุนจึงช่วยดูดซับเสียงจากภายนอกเอาไว้ ทำให้บริเวณป่าแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงัดและวังเวง กลายเป็นพิกัดซึ่งผู้ที่หมดหวังกับการใช้ชีวิตเลือกที่จะมาปลิดชีพตัวเองเป็นจำนวนมาก ป่าแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ แห่งหนึ่งของโลก โดยว่ากันว่าสถิตินี้เป็นรองแค่สะพานโกลเด้นเกตในซานฟรานซิสโกเท่านั้น
แม้จะมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของบรรยากาศอันน่าสยดสยองใจ แต่ภายในผืนป่าแห่งนี้ก็ได้รับการยอมรับว่ามีระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์และอุดมไปด้วยสัตว์ป่าหายากมากมาย ใครจิตแข็งพอ จะลองไปเทรกกิ้งดูซักทีก็ได้นะ
12. สำนักงานใหญ่ของ Aum Shinrikyo
ใครที่อายุพอประมาณ น่าจะต้องเคยผ่านหูผ่านตากันกับข่าวคราวของลัทธิ ‘โอมชินริเกียว’ กันอยู่บ้าง และสำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักลัทธินี้ ขอเล่าคร่าวๆ ว่านี่คือลัทธิวันสิ้นโลกที่หลายคนตั้งชื่อเล่นให้เป็นลัทธิปีศาจ ซึ่งเคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงในสถานีรถไฟของโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย และบาดเจ็บอีกราว 6,000 คน โดยลัทธินี้ได้เลือกใช้พื้นที่บริเวณ Kamikuishiki เชิงภูเขาไฟฟูจิเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ก่อนที่ภายหลังจะกลายเป็นพื้นที่ว่างหลังจากลัทธินี้ถูกกวาดล้างออกไป และแม้อีกสองปีต่อมา จะมีการสร้างสวนสนุก Fuji Gulliver’s Kingdom ขึ้นในบริเวณนี้ แต่ด้วยภาพจำของสถานที่ ทำให้สวนสนุกแห่งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และต้องปิดตัวไปในที่สุด หลังจากเปิดให้บริการได้เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น
13. หนึ่งภูเขา – สามความประทับใจ
ในยามที่สภาวะอากาศปกติ ภาพความงดงามตระการตาของภูเขาไฟฟูจิก็ถือว่าสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นกันอยู่แล้ว แต่ในหนึ่งปี ภูเขาไฟฟูจิจะมีช่วงที่ถูกแสงสีจากธรรมชาติเคลือบคลุมให้กลายเป็นทิวทัศน์ซึ่งมีแสงสีที่หลากหลายแปลกตาน่าตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่หลายคนเรียกว่า Red Fuji ซึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งแสงและสีของใบไม้จะอาบย้อมฟูจิให้เป็นสีแดงน่าตื่นตา ในขณะที่บางเวลาเมื่อดวงอาทิตย์สาดแสงและเปล่งรัศมีอยู่บริเวณส่วนยอดสุดของฟูจิจนเกิดเป็นประกาย หลายคนขนานนามให้ช่วงเวลานี้เป็น Diamond Fuji และในรูปแบบเดียวกัน หากเปลี่ยนดวงอาทิตย์เป็นดวงจันทร์กลมโตสีสว่างนวลตา จะกลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนขนานนามให้ว่า Pearl Fuji และนี่คือช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

และนี่คือ 13 ข้อเท็จจริงของภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่แทบทุกคนต้องคิดถึงเมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น หวังว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณอิ่มเอมหรือแฮปปี้มากขึ้นเมื่อได้เห็นความน่าประทับใจของฟูจิด้วยตาตัวเองในครั้งหน้า และหวังว่าการเที่ยวฟูจิของคุณจะสนุกขึ้นไม่มากก็น้อยนะ
เรื่องแนะนำ :
– 12 ราศีสไตล์ Nintendo – คุณเป็นใครในจักรวาลเกมสุดคลาสสิก ‘Super Smash Bros’?
– 12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ
– สยองผีญี่ปุ่น : อินุกามิ
– จากอดีตถึงปัจจุบัน กับวัฒนธรรมการนอกใจในญี่ปุ่น
– Harikuyo – อาบน้ำรวมกัน มันเป็นยังไง…ไปเรียนรู้เรื่องราวของ Konyoku กัน
– 5 กิจกรรมทำง่ายในโตเกียว ใครเบื่อการเดินเที่ยวต้องไปลอง
ข้อมูลอ้างอิง:
– https://www.mentalfloss.com/posts/mount-fuji-facts
#13 เรื่องจริงของฟูจิ ที่คุณอาจไม่เคยรู้