คู่เพื่อนสาวหนีร้อนไปพึ่งหนาว เที่ยวฮิโรชิม่าและยามากุจิกันจ้า EP1
ทริปเอาแต่ใจ… อยากไปเที่ยวฮิโรชิม่าหน้าหนาวบ้าง เพราะเคยไปแต่หน้าร้อน อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศ บอกเลยว่า… ประทับใจกว่าเดิม!! เพิ่มเติมคือชวนเพื่อนสาวผู้ที่ยังไม่เคยไปเยือนจังหวัดฮิโรชิม่า รวมทั้งจังหวัดยามากุจิเลยสักครั้ง แถมยังถนัดเที่ยวกับบริษัททัวร์เป็นพิเศษ ไปเผชิญประสบการณ์แปลกใหม่กับการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองดู รอติดตามผลการรีวิวจากนางได้เลย
สปอยล์: ทริป 5 วัน 4 คืน ใช้บริการบัตร JR-WEST All Area Pass + บัตร Have Fun in Hiroshima เป็นหลัก พักใกล้สถานีรถไฟ ไม่ย้ายโรงแรม เน้นความชิล ปรับเปลี่ยนแผนตามใจชอบ (แต่ก็ไปได้ครบทุกทีซะงั้น)
มาติดตามกันเลย (^^)/
เริ่มต้นการเดินทางจากสนามบินคันไซ… เนื่องจากไฟล์ทบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินคันไซของเรา เป็นไฟล์ทดึก แต่ก็ตาตื่นได้ทันทีเมื่อมาถึงญี่ปุ่น เพราะอากาศเย็นฉ่ำ หายง่วงกันเลยทีเดียว
และเมื่อมาถึง เราก็จัดการแลก E-Ticket ที่ตู้อัตโนมัติของ สำหรับออกบัตรจริงของ JR-WEST All Area Pass กันเล้ย! ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก เปลี่ยนภาษาแล้วเลือกตามที่หน้าจอบอกได้เลย พอได้บัตรจริงมาแล้ว ก็กดเลือกจองที่นั่งรถไฟทั้งหมดที่เราจะใช้ในวันที่กันต่อเลย นั่นก็คือ รถไฟจากสนามบินคันไซสู่จังหวัดฮิโรชิมา จำนวน 2 ขบวน (สนามบินคันไซ – สถานีชินโอซาก้า – สถานีฮิโรชิม่า) แต่ถ้าใครมีปัญหากับการใช้ตู้อัตโนมัติ เชิญที่ห้องออกบัตรโดยสารได้เลย เจ้าหน้าที่บริการดี เข้าใจภาษาอังกฤษกันทั้งนั้น

อ้อ! ถ้ามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่แบบโหลดใต้ท้องเครื่องมาด้วย (เจ้าหน้าที่รถไฟ JR เขาจะเรียกกันว่า Oversize Luggage) ต้องระบุตอนจองที่นั่งด้วยนะ จองที่ให้ตัวเองแล้ว ต้องจองที่ให้กระเป๋าด้วย ไม่งั้นกระเป๋าคุณจะไม่มีที่วางกันเน้อ ที่นั่งสำหรับคนที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก็คือแถวหลังสุดนั่นเอง


(ไม่ต้องแปลกใจนะ ว่าทำไมถึงเลือกใช้บัตร JR-WEST All Area Pass ที่สามารถใช้ได้จริงถึง 7 วัน (26,000 เยน) ทั้งๆ ที่มาเที่ยวแค่ 5 วัน ก็เจ้านี่มันครอบคลุมพื้นที่เดินทางกว้างกว่า สามารถใช้เดินทางไปถึงเกาะคิวชูได้เลยล่ะ)
JR-WEST ยังมีบัตรโดยสารสำหรับนักท่องเที่ยวให้เลือกอีกเยอะ สามารถเลือกให้เหมาะกับทริปของตัวเองได้เลยนะ 😉
เว็บไซต์: https://www.westjr.co.jp/global/th/ticket/pass/all/

เอาล่ะ ได้เวลาไปหลับต่อบนเครื่อง เอ้ย! ไปหลับต่อบนรถไฟแล้วจ้า จากสนามบินคันไซใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง สู่สถานีชินโอซาก้า* ต่อด้วยรถไฟชิงกันเซนตัวท็อปเร็วสุดของสายนี้ (จอดเฉพาะสถานีใหญ่ๆ เท่านั้น) นั่นก็คือ “Nozomi” ดีใจชะมัดที่ใช้บัตร JR-WEST All Area Pass ได้ด้วยโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มสักเยน เพราะใช้เวลาแค่ประมาณ 85 นาทีก็ถึงสถานีฮิโรชิม่า ถ้านั่งชิงกันเซนขบวนอื่น จะใช้เวลาเดินทางนานมากจนไม่อยากไปเที่ยวกันเลยล่ะ แต่เพราะ Nozomi เลยนะ ถึงทำให้อยากไปเที่ยวถึงฮิโรชิม่าแล้วก็ยามากุจิ บัตรรถไฟตัวนี้ใช้เดินทางครอบคลุมพื้นที่ทั้งภูมิภาคคันไซ ชูโกกุ จนถึงสถานีฮากาตะของคิวชูเลยด้วย ถ้ามีเวลาก็อยากจะไปให้สุด! (^^)
(สถานีไหนมีคำว่า “ชิน” นำหน้า… เดาไว้ก่อนเลยว่า เป็นสถานีรถไฟชิงกันเซนโดยเฉพาะ เพราะระบบรถไฟความเร็วสูง มันไม่เหมือนกับรถไฟธรรมดาๆ ไม่ได้วิ่งรางแบบเดียวกัน)

ครึ่งวันผ่านไป ไวเหมือนโกหก… มาถึงสถานีฮิโรชิม่า จังหวัดฮิโรชิม่า อย่างราบรื่นในเวลาประมาณเที่ยงวัน (อยากจะหลับต่อบนรถไฟซะจริง มันไกลมาก แต่คุณ Nozomi จะเร็วเกินไปแล้ววววว)





ลากกระเป๋าสวยๆ ออกประตูฝั่งเหนือ เลี้ยวขวาบน skywalk โรงแรมของเราอยู่ติดสถานีรถไฟฮิโรชิม่าเลยจ้า Sheraton Grand Hiroshima Hotel ความสะดวกนี้แหล่ะ ที่เราต้องการ…
ฝากกระเป๋าก่อน แล้วออกไปเดินเล่นกันเล้ยยยย วันแรกเราจะไม่โลดโผน เรียกว่า survey ที่ทางกันเบาๆ อิ อิ
(ทางโรงแรมจะทำการเช็คอิน พร้อมนำกระเป๋าไปเก็บไว้ในห้องพักของเราอย่างเรียบร้อย เราแค่กลับมารับ Key card ในตอนเย็น)
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง มีท่านใดสักท่านได้กล่าวไว้ เราก็เริ่มออกปฏิบัติสำรวจร้านอาหารให้สถานีฮิโรชิม่ากันด้วยความหิวโหย อะไรก็ได้นาทีนี้! แต่ปรากฏว่าร้านอาหารในสถานีฮิโรชิม่าจะมีเยอะเว่อร์ สุดท้ายก็เลือกร้านนี้ Sakana karatte อยู่ชั้น 1 (จากโรงแรม Sheraton เข้าประตูแรก (เป็นประตูของห้างฯ ekie ประจำสถานีรถไฟแห่งนี้) แล้วลงบันไดเลื่อนก็เจอเลย

Sakana karate เน้นเป็นเมนูข้าวหน้าอาหารทะเล แต่ก็มีเมนูอื่นๆ ให้เลือกด้วยนะ พวกเราสั่งเซ็ตกลางวันข้าวหน้าทะเลแบบไม่อั้น ราคา 1,860 เยน ทางร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้เลือก สั่งผ่านหน้าจอได้เลย เมื่อพร้อมแล้วพนักงานก็มาเชิญเราไปหน้าร้าน เพื่อเลือกหน้า Topping อาหารทะเลต่างๆ สำหรับวางบนข้าว เราอยากได้กี่ชนิด กี่ชิ้น ก็บอกพนักงานได้เลย สั่งให้พูนถ้วยขึ้นมาเลยก็ยังได้ แต่เรากลัวกินไม่หมด จึงชี้ๆ เท่าที่อยากกินและกินไหว มันก็เลยอาจจะดูไม่คุ้มค่าสำหรับสายกินสักเท่าไร แหะๆ (เดินทางมาไกล ยังอึนอยู่ แต่อยากกิน)
จากนั้นเราก็พาเพื่อนสาวหัดนั่งรถเมล์ญี่ปุ่นจ้า…


(ทริปนี้ไม่ได้มีแต่ความสะดวกสบายด้วยรถไฟ เพราะเราจะใช้รถเมล์ และรถรางไฟฟ้ากันบ่อยมาก วิธีการขึ้นก็แตกต่างกันไป ต้องซ้อมซะหน่อย)
เราเลือกนั่งรถเมล์ชมบรรยากาศผู้คนไปจนสุดทางที่ Hiroshima Marina Hop ด้านหน้ามีร้านขายอุปกรณ์มอเตอร์ไซค์เยอะ เรามาช้อปถุงมือขี่มอเตอร์ไซค์ หุ หุ แล้วก็แอบวิ่งไปหลบหิมะ ที่จู่ๆ ก็ตกลงมาเฉย! ที่ร้านรองเท้า ABC Mart ใน Marina Hop ได้ถุงมือ ได้รองเท้า ได้ช้อปแล้ว กลับ! ขากลับเป็นเวลาเลิกเรียนและเลิกงาน ได้บรรยากาศรถเมล์คนเยอะเชียว


สถานีรถประจำทางอยู่ทางประตูทิศใต้ของสถานีฮิโรชิม่า ส่วนโรงแรมที่เราพักอยู่ประตูทิศเหนือ กว่าจะเดินกลับไปถึง ก็แวะสำรวจห้างฯ ekie ภายในสถานี ในส่วนของร้านของฝาก แล้วก็ซุปเปอร์ฯ จนได้ของกินจากในซุปเปอร์มาเป็นมือเย็นเพียบ!! นี่แหล่ะสไตล์การเที่ยวของพวกเรา จัดสำรับเย็นจากซุปเปอร์กันไปเลยจ้า จัดกันแบบนี้แทบทุกคืน อยากกินเมนูญี่ปุ่นแบบไหนก็เลือกแบบที่ชอบของใครของมันไปเลย ง่ายๆ แต่อร่อยถูกใจ เอาไปกินที่ห้องพักของเรา ส่วนตัวไปอีก (^^)
ส่วนของที่พัก Sheraton Grand Hiroshima Hotel ที่พึ่งอันดีงามของพวกเราตลอดทริปนี้ ไม่มีนิยามอะไรเยอะ ขอยกนิ้วโป้งให้สองข้างเท่านั้นเลย แต่ว่า… เดี๋ยวจะมาชื่นชมให้ฟังอีกทีใน EP สุดท้าย


ในวันรุ่งขึ้น เราจะพาเพื่อนสาวของเราไปสัมผัสหิมะฮิโรชิม่า!!
คุณเพื่อนสาวเคยไปเรียนยุโรปหลายปี หิมะไม่ตก… ตกตอนอยู่ในเครื่องบินเพื่อกลับไทย คุณเพื่อนสาวเคยมาเที่ยวญี่ปุ่นหลายครั้ง ไม่เคยเจอตอนหิมะตกเลยสักครั้ง!! ขอสานฝันโดยการพาเพื่อนไปเล่นหิมะกลางหุบเขากันไปเลย
(อันที่จริงก็คือสนองนี๊ดตัวเอง แบบว่าไม่ได้เล่น Snowboard หลายปีแล้ว เลยได้โอกาสเข้าคลาสเรียน Snowboard แบบมือใหม่กับคุณเพื่อนด้วยเลย)
หลังกินอาหารเช้าในโรงแรม พร้อมวิวหิมะบางๆ หน้าสถานีฮิโรชิม่า เราก็ออกเดินทางสู่ Megahira Ski & Snow Resort กัน โดยนั่งรถไฟท้องถิ่นไปที่สถานี Miyauchikushido แล้วนั่งรถเมล์ Sanyo Honsen Line ไปต่อรถเมล์สาย Hiroden Bus แล้วก็ลงที่ป้าย Quelle Yoshiwa Mae เดินขึ้นเนินไปก็จะถึงลานสกี รวมๆ แล้วใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง
(เราไปปรึกษาเรื่องการเดินทางอย่างละเอียดจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวในสถานีฮิโรชิม่าอีกครั้งแล้ว จึงได้ตารางรถเมล์มาด้วย สะดวกดีนะ วางแผนขาไป-ขากลับได้ง่ายๆ เลยล่ะ แค่ระวังเอ๋อเองระหว่างเดินทาง ฮะๆ)
จากสถานี Miyauchikushido เราก็แอบเอ๋อแล้ว เพราะไม่ชัวร์ว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นน่ะ ป้ายเบอร์อะไร สุดท้ายก็คือมั่วค่ะ เดินตามพ่อหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่ถืออุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นสกีหรือไม่ก็สโนว์บอร์ดมาด้วย เอาน่ะ! ถ้าจะไปลานสกีนี้ ก็ต้องไปทางเดียวกันแน่นอนอยู่แล้ว เราก็จูงมือเพื่อนเดินตามหนุ่มญี่ปุ่นต้อยๆ ไปเลยค่ะ สรุปว่าใช่ด้วยล่ะ
ระหว่างทาง… เป็นเส้นทางที่วิ่งอยู่ในหุบเขาคดเคี้ยว จากที่ไม่มีหิมะตก ก็เริ่มตกมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เต็มไปด้วยหิมะ เราถึงกับหันไปบอกเพื่อนว่าได้เห็นตอนหิมะตกจริงๆ แล้วนะ (หิมะที่ตกในเมืองฮิโรชิม่า มันโปรยปรายบางๆ คล้ายฝน แต่ในหุบเขานี่ หิมะเป็นหิมะมากกว่า สวยดีเป็นธรรมชาติสุดๆ)
ลานสกี Megahira อยู่ด้านหลังส่วนที่เป็นโรงแรม (โรงแรมสวยนะ เงียบสงบ สังเกตแล้วก็เห็นมีแต่คนญี่ปุ่นมาพักล่ะ) เราจัดการเช่าเซ็ตสโนว์บอร์ด และจองคลาสเรียนแบบสั้นๆ แค่ 1 ชั่วโมง เพราะคุณเพื่อนสาวของเราไม่ใช่สายกีฬา ลองให้เรียนดู จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ลองเล่นเองตามเนินเตี้ยๆ ต่อไป ถ้าไม่ชอบก็กลับไปช้อปที่ตัวเมืองฮิโรชิม่ากันต่อสิคะ
(ลืมบอก! เพื่อนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนสกีหรือสโนว์บอร์ด ส่วนเราเล่นได้พอประมาณทั้งสองอย่าง จึงแนะนำว่าให้ลองเล่นบอร์ดดู ไม่ใช่อะไรนะ เท่าที่รู้… ทักษะการล้มของเพื่อนเราไม่น่าจะโอเคนัก เพราะไม่ใช่สายกีฬาจริงๆ ถ้าอุปกรณ์ 4 ชิ้นเหมือนสกี เกรงว่าเวลาล้มจะฟาดหน้าตัวเองซะก่อน สโนว์บอร์ดมันมีอุปกรณ์แค่บอร์ดชิ้นเดียว ลดความเสี่ยงได้นิดหน่อย)


เราศึกษาตารางเรียนล่วงหน้ามาแล้ว ดังนั้นเราจึงมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเรียนจะเริ่มเล็กน้อย พอจองคลาสเสร็จ จึงเริ่มสังเกต… ลานสกีแห่งนี้ มีทั้งคนที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ด แต่คนเล่นบอร์ดดูจะเยอะกว่าพอสมควร คนที่เล่นสกีส่วนใหญ่ก็จะดูเป็นคนที่ค่อนข้างมีความชำนาญ สำหรับคนเล่นบอร์ดก็ดูจะเป็นมือใหม่และมาฝึกเบสิคกันซะเยอะเลย เราจึงรู้สึกว่าลานนี้เหมาะกับพวกเรามากๆ พอเห็นทุกคนล้มกลิ้งล้มงายก็ดูเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องอายกันมาก เพราะส่วนใหญ่ก็คือมือใหม่ (มือโปรก็มีแต่ขึ้นลิฟต์ไปเล่นอีกโซนหนึ่ง)
พอถึงเวลาครูสาวชาวญี่ปุ่นของเราก็มาทักทายเลย คุณครูสอนเป็นภาษาอังกฤษให้เรา สอนให้รู้จักบอร์ด การถือ การวางบอร์ดอย่างปลอดภัย ทีนี้ก็เป็นการทรงตัว สุดท้ายก็การเล่น (อย่างง่าย) แล้วก็ไปลองสนามจริง คือขึ้น Chairlift ไปบนเนิน แล้วค่อยๆ ไถลงมา
สำหรับบอร์ดแล้ว การทรงตัวสำคัญมาก เพราะถ้ายืนทรงตัวไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว… เพื่อนเราต้องให้ครูประคองลงมาทีละ 2-3 เมตร น่ารักมากๆ ส่วนเรา… ไม่ได้เล่นนาน 10-15 เมตร ก็ขอเอาก้นแปะหิมะสักที แต่ไม่เป็นไร เราไม่ได้ล้มกลิ้งกันเลยสักครั้ง (เราพอทรงตัวได้ ส่วนเพื่อนเรามีครูคอยประคอง) แต่คนอื่นๆ ทั่วทั้งลาน เดี๋ยวกลิ้ง เดี๋ยวม้วน เสียงหัวเราะขำตัวเองดังไปทั่ว เป็นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกดีแบบแปลกๆ
และแล้วก็จบไปกับประสบการณ์การเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรกของคุณเพื่อนด้วยคลาสเบสิครวบรัด 1 ชั่วโมง ส่วนคอมเม้นต์หลังจบคลาสก็คือ “ป่ะ! กลับ!!” สนุกมากๆ เลยนะ ชอบ แต่ร่างจะพัง ยอมยกธง (นางล้มไปเยอะมากๆ จนแล้วจนรอด ก็ทรงตัวด้วยตัวเองแทบจะไม่ได้เลย)
เราจึงเปลี่ยนชุด แต่ยังไม่ถึงเวลาที่รถเมล์จะมา เราเลยไปหาข้าวกลางวันแบบง่ายๆ กินกันที่บริเวณจุดพักผ่อนของลานสกี มีของกินให้เลือกหลายอย่าง ราคาก็ไม่แพงด้วย
จากนั้นก็เดินลงเนินกลับไปรอรถเมล์ที่จุดเดิม รถมาถึงตามเวลาแบบเป๊ะๆ คุณลุงคนขับให้เราขึ้นไปนั่งบนรถก่อน จากนั้นค่อยไปกลับรถ เพื่อย้อนกลับไปทางที่มุ่งหน้าสู่สถานี Miyauchikushido แล้วเราก็กลับโรงแรมกัน ส่วนมื้อค่ำก็เลือกเมนูจากในซุปเปอร์ฯ อีกเช่นเคย (ไหนๆ ก็ต้องเดินผ่านอยู่แล้ว) ซื้อไปกินที่ห้องแล้วพักผ่อนเลยดีกว่า
เย็นวันนั้น… คุณเพื่อนขี้หนาวได้กล่าวว่า ตอนอยู่ที่ลานสกีไม่หนาวเลยเนอะ (ก็แหง๋สิ ไปออกกำลังกายนิ ไม่ได้ไปยืนเป็นนางแบบเฉยๆ ฮะๆ) แล้วที่ล้มจนรู้สึกระบมน่ะ ก็หายทันทีตั้งแต่ตอนที่เลิกเล่น ไม่มีเขียว ไม่มีช้ำตรงไหนเลยด้วย ประหลาดดีนะ
เป็นอย่างไรกันบ้าง สองวันแรกในฮิโรชิม่าของสองสาว ส่วนตัวแล้วพวกเราแฮปปี้กันนะ ถ้าคุณๆ มาเที่ยวแบบพวกเรา จะถูกใจกันมั้ยน๊า เอาล่ะทริปนี้ไม่ได้จบแต่เพียงแค่นี้ แล้วเราจะมาเล่าให้ฟังกันต่ออย่างแน่นอน รอติดตามกันน๊า
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง: Japan National Tourism Organization
เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– อมยิ้มขำขันไปกับกวางนารา
– มือใหม่…ไปญี่ปุ่น…อยู่ HOMESTAY
– เที่ยวเกียวโตฉบับลึกลับ : ตอนที่ 1
– รีวิวเที่ยวโทโฮขุ ชิบะ ตอนที่ 4 : เที่ยวเมือง Yonezawa
– เที่ยวร้านอาหารแปลกๆ ในญี่ปุ่น ตอน ร้านนินจา
#คู่เพื่อนสาวหนีร้อนไปพึ่งหนาว เที่ยวฮิโรชิม่าและยามากุจิกันจ้า EP1