Tax Free vs. Tax Refund ต่างกันอย่างไร? รู้ไว้ก่อนเดินทางไปช้อปที่ญี่ปุ่น!
การเดินทางไปญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่การท่องเที่ยวหรือชิมอาหารขึ้นชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับสายช้อปปิ้งอีกด้วย หากคุณกำลังวางแผนไปญี่ปุ่น การทำความเข้าใจเรื่อง Tax Free และ Tax Refund ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งสองระบบนี้ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นกำลังจะปรับระบบภาษีใหม่ น่าจะมีผลราวๆ เดือนพฤศจิกายน 2026 ซึ่งอาจมีผลต่อวิธีการขอคืนภาษีของนักท่องเที่ยว หากไม่อยากพลาดสิทธิพิเศษ ควรเรียนรู้รายละเอียดกันก่อนเดินทาง
1. Tax Free: ซื้อแล้วได้รับส่วนลดทันที
Tax Free เป็นระบบที่ช่วยให้คุณซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลงโดยไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตั้งแต่แรก โดยภาษีมูลค่าเพิ่มของญี่ปุ่นอยู่ที่ 10% ซึ่งหากใช้สิทธิ์ Tax Free คุณจะได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลงทันทีโดยไม่ต้องรอขอคืนภาษีภายหลัง
วิธีใช้สิทธิ์ Tax Free
- ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีป้าย “Tax Free Shop”
- มียอดซื้อขั้นต่ำ 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) ต่อร้าน
- ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่พำนักในญี่ปุ่นไม่เกิน 6 เดือน
- ต้องแสดงพาสปอร์ตตอนชำระเงิน
ข้อดีของ Tax Free
✔ ได้รับส่วนลดภาษีทันที ไม่ต้องรอเงินคืน
✔ ไม่ต้องเสียเวลาทำเอกสารเพิ่มเติม
ข้อจำกัดของ Tax Free
✖ ใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่ร่วมโครงการเท่านั้น
✖ หากยอดซื้อต่ำกว่า 5,000 เยน จะไม่ได้รับสิทธิ์
2. Tax Refund: จ่ายไปก่อน แล้วขอคืนภายหลัง
Tax Refund คือระบบที่ต้องชำระเงินเต็มจำนวนก่อน แล้วไปขอคืนภาษีภายหลัง ซึ่งแตกต่างจาก Tax Free ที่ได้รับส่วนลดทันที ระบบนี้มักใช้เมื่อซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ไม่มีป้าย Tax Free
วิธีใช้สิทธิ์ Tax Refund
- เก็บใบเสร็จและเอกสารให้ครบถ้วน
- เดินทางไปขอคืนภาษีที่สนามบิน หรือศูนย์คืนภาษีก่อนเดินทางกลับประเทศ
- อาจจะต้องแสดงสินค้าที่ซื้อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนเดินทางออกนอกประเทศ
ข้อดีของ Tax Refund
✔ สามารถใช้ได้กับร้านค้าทั่วไป แม้ไม่มีป้าย Tax Free
✔ ในบางกรณี ไม่ต้องมียอดซื้อขั้นต่ำ
ข้อจำกัดของ Tax Refund
✖ ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน แล้วจึงไปขอคืนภาษีภายหลัง
✖ อาจต้องรอคิวและใช้เวลานาน โดยเฉพาะที่สนามบิน
3. การเปลี่ยนแปลงระบบภาษีนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับปรุงระบบภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว โดยมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น
✅ ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น ทุกการซื้อสินค้าจะถูกเชื่อมโยงกับข้อมูลภาษีโดยอัตโนมัติ
✅ อาจมีการตรวจสอบสินค้าที่ซื้อก่อนออกจากญี่ปุ่น
✅ ไม่ใช่ว่าทุกสินค้าจะสามารถขอคืนภาษีได้ ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนซื้อ
สิ่งที่นักช้อปต้องเตรียมตัว
- ศึกษากฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับ Tax Free และ Tax Refund
- วางแผนการซื้อของล่วงหน้า เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างคุ้มค่าที่สุด
- เผื่อเวลาในการทำเรื่องคืนภาษี โดยเฉพาะหากต้องดำเนินการที่สนามบิน
4. Tax Free vs. Tax Refund แบบไหนดีกว่ากัน?
คุณสมบัติ Tax Free Tax Refund

เลือกแบบไหนดี?
✔ หากต้องการความสะดวกและไม่อยากยุ่งยาก → เลือกใช้ Tax Free
✔ หากร้านค้านั้นไม่มีระบบ Tax Free → ใช้ Tax Refund แทน
5. สรุปก่อนออกเดินทางไปช้อปที่ญี่ปุ่น
- ถ้าร้านมีป้าย Tax Free → ใช้สิทธิ์ได้ทันที ไม่ต้องรอเงินคืน
- ถ้าร้านไม่มี Tax Free → เก็บใบเสร็จและขอ Tax Refund ก่อนเดินทางกลับ
- เช็กกฎใหม่เรื่องภาษีก่อนออกเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
วางแผนให้ดี! เมื่อประกาศใช้ระบบการจัดเก็บภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวใหม่แล้ว ก็ตรวจเช็คกฎเหล่านั้นก่อนการเดินทาง… แล้วก็ไปช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุดกันได้เลย!
เรื่องแนะนำ :
– มรดกโลกญี่ปุ่น อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า (Genbaku Dome)
– สวนสันติภาพฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial Park)
– คู่เพื่อนสาวหนีร้อนไปพึ่งหนาว เที่ยวฮิโรชิม่าและยามากุจิกันจ้า EP3
– เที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟ… ไปกับ JR TOKYO Wide Pass
– 10 สิ่งที่คุณห้ามพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดโออิตะ Oita
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ:
https://www.mlit.go.jp/
https://www.vatcalc.com/japan/
https://krungthai.com/th/financial-partner/learn-financial/1965
#Tax Free vs. Tax Refund ต่างกันอย่างไร? รู้ไว้ก่อนเดินทางไปช้อปที่ญี่ปุ่น!