ขับรถเที่ยววาคายาม่า 4 วันแบบจัดเต็ม EP3 (จบ)
เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายการขับรถเที่ยวจังหวัดวาคายาม่าแบบ 4 วันจุกๆ กันแล้วนะ ซึ่งเราจะข้ามจากฝั่งทางตะวันออกค่อนไปทางใต้ของจังหวัดวาคายาม่า มาที่ Shirahama เมืองใหญ่ ที่เป็นเมืองชายทะเล แล้วก็เป็นเมืองออนเซ็นด้วย ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกค่อนไปทางใต้ของจังหวัดกันดูบ้าง
Shirahama
อันที่จริงเมืองชิราฮามะ ก็ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวอยู่พอสมควรนะ มีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจและได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย ในส่วนของคนญี่ปุ่น จะนิยมมาเที่ยวกันในช่วงหน้าร้อน เพราะมีชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวให้ได้นุ่งน้อยห่มน้อยเล่นน้ำคลายร้อนกันได้ ส่วนหน้าหนาวก็จะมาแช่ออนเซ็นกันเป็นหลัก เพราะเดินทางสะดวกเนื่องจากมี Free shuttle Bus จากสถานีรถไฟ Shirahama ซึ่งใช้เวลาเดินทางแค่เพียง 30 นาที และเชื่อหรือไม่ Shirahama Onsen อยู่ห่างจากสนามบิน (Nanki Shirahama Airport) เพียงนั่งรถแค่ 10 นาที!! นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านก็เพียบสิจ้ะ!
แต่ทริปนี้เราจะพามาเที่ยว Shirahama แบบสายโรแมนติกๆ กันหน่อย (ใช่รึเปล่าหว่า…) เราจะพาไปสัมผัสกับความงดงามทางธรรมชาติของหินผา ถ้ำ โขดหิน และเกาะแก่ง ที่เกิดขึ้นจากคลื่น ลม และกาลเวลากันจ้า ก็… มาถึงช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ก็ต้องหามุมที่เหมาะจะรับแสงสีทองยามดวงอาทิตย์จะลับลงไปสู่ใต้ท้องทะเลกันหน่อยสิ



ที่แรกเลย… ถ้ำซันดันเบคิ (Sandanbeki Cave) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับ หน้าผาซันดันเบคิ (Sandanbeki Rock Cliff) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Yoshino-Kumano National Park ภายในถ้ำไม่ได้ใหญ่โตมาก เดินไปตามทางเดินไม่นานก็จะวนกลับมาที่บริเวณทางเข้า แต่ถ้าใครสนใจจุดไฮไลท์แต่ละจุดของถ้ำจริงๆ ก็น่าจะนานอยู่ เพราะบางจุด ก็ต้องรอจังหวะแสง-เงา และคลื่นลมด้วย ไม่งั้นจะถ่ายรูปออกมาไม่โอเค แล้วข้างในก็ยังมีจุดขอพรสำหรับสายมูด้วย (มาขอพรจากท่านเทพ Benzaiten กัน ถือเป็นหนึ่งในจุด power spot ของญี่ปุ่นเขาล่ะ





ถ้ำแห่งนี้นอกจากจะมีความสวยงามด้วยฝีมือการสรรค์สร้างของคลื่นลมแล้ว ในอดีตยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ลับๆ อีกด้วย เพราะเคยเป็นสถานที่ซ่อนตัวของโจรสลัดชื่อดังน่ะนะ
สำหรับหน้าผาซันดันเบคินั้น เป็นจุดชมวิวทะเลและชายฝั่งที่งดงามด้วยความแปลกตาของรูปทรงของหน้าผาหินเอง แถมจุดนี้ยังเป็นหน้าผาหินที่มีทั้งความสูงและความยาว คือสูงกว่า 50 เมตร เป็นระยะทางยาวราว 2 กิโลเมตรเลยทีเดียว เวลาที่พระอาทิตย์ตก แสงสีที่สะท้อนกับหน้าผาและมหาสมุทรยิ่งส่งเสริมให้วิวยิ่งเลอค่า ตอนที่เรามายังไม่เย็นมาก แต่แสงอาทิตย์ก็เริ่มอ่อนลงแล้ว เห็นแต่คู่รักหนุ่มสาวจูงมือกันถ่ายรูป โรแมนติกให้เราได้อิจฉา สมใจไปเลย T_T



ถ้าใครมีเวลา แนะนำให้เดินไปตามทางเดินเท้าเหนือหน้าผากันนะ จะมีมุมถ่ายรูปสวยๆ อีกเยอะ ตรงหน้าทางลงไปยังถ้ำ ก็จะมีจุดแช่เท้าอยู่ด้วย อากาศหนาวๆ แช่ไปชมวิวไป ดีงามอยู่นะ (แต่เราไม่มีน่ะสิ เพราะจะไปจุดอื่นต่อ เศร้าไปสิจ้ะ…)
ในส่วนของถ้ำนั้น เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00 – 17.00 น. มีค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 1,500 เยน ส่วนเด็กประถมก็ครึ่งราคา แล้วถ้ำนี้ยังมีการจัดอีเว้นท์ Starry Cave Night Walk ในช่วงใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว ภายในถ้ำจะมีการจัดแสงสีสวยๆ แถมท้องฟ้าในช่วงนั้นก็สวย เราก็จะได้ชมดาวจากในถ้ำกันไปเลยจ้า โอ้ย! แค่คิดก็อยากแล้ว
เว็บไซต์: https://sandanbeki.com/
ที่ต่อมา… Senjojiki Rock Plateau ถ้าแปลตรงๆ ตัวจุดนี้คือที่ราบสูงเลยนะ แต่ก็เป็นจุดชมโขดหินรูปทรงสวยๆ ที่กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างจริงๆ นั่นแหล่ะ

หินทรายสีน้ำตาลอ่อนหลากหลายเฉดในบริเวณนี้ รวมทั้งรูปทรงของหิน จะทำให้รู้สึกได้ฟิลของการเดินเล่นในแกรนด์แคนย่อนเบาๆ เลยล่ะ เพียงแต่ว่าบรรยากาศมัน… คู่รักจะเยอะไปไหน!! เดินจูงมือกันบ้างล่ะ ถ่ายรูปคู่บ้างล่ะ ประคองกันโดดข้ามร่องหินบ้างล่ะ โอ้ย! อิฉันฟิลโลนลี่ค่ะ อ่อ! ใครใคร่ชมพระอาทิตย์ตก จุดนี้ก็ถือว่ามีชื่อนะ (ข้อเสียของที่นี่อย่างนึงคือ นักท่องเที่ยวเขียนข้อความเป็นประติมากรรมไม่งาม ตามผนังหินในมุมต่างๆ ไว้หลายจุดเลยล่ะ แอบเสียดายของ…)



Senjojiki ก็อยู่ไม่ไกลจาก Sandanbeki Cliff ด้วยนะ หากนั่งรถเมล์มาจากสถานี Shirahama จะใช้เวลาประมาณ 25 นาที ถ้าเดินจาก Sandanbeki ไป จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่เราขับรถมาจอดถึงที่กันไปเลยจ้า (จุดจอดรถก็ฟรี!) เลยมีเวลาเหลือเฟือพอที่จะไปเที่ยวยังจุดต่อไป ที่เราอยากจะเห็นพระอาทิตย์ตกของที่นั่นมากกว่าน่ะนะ
เว็บไซต์: https://www.nankishirahama.jp/spot/531/
และที่สุดท้าย… เกาะเอ็นเก็ทสึ (Engetsu Island) ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องข้ามไปยังเกาะนั้น แต่เราจะไปชมพระอาทิตย์ตกโดยที่มีเกาะนั้นเข้าฉากด้วยต่างหากล่ะ!


เกาะเอ็นเก็ทสึ เทียบได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง Shirahama และด้วยความที่มีถ้ำลอดรูปทรงคล้ายกับดวงจันทร์ จึงได้รับชื่อเล่นอันเป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่าเกาะ “Engetsu” แต่ชื่อจริงของเกาะแห่งนี้นั้นคือ Takashima โดยเกาะแห่งนี้มีขนาดกว้างเพียง 35 เมตร ยาว 130 เมตร และสูงเพียง 25 เมตรเท่านั้น แต่ก็ติดอันดับ 1 ใน 100 จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น (อยากจะได้รูปที่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางถ้ำลอดเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้เดินหามุมถ่ายรูปใหม่ เกรงว่าพระอาทิตย์ท่านจะลับลงน้ำไปซะก่อน ต้องมาใหม่ช่วงใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง ถึงจะได้ภาพแบบนั้นจ้า)
เว็บไซต์: https://www.nankishirahama.jp/spot/528/
Shirahama Key Terrace Hotel SEAMORE

ที่พักสุดยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างของเราในเมือง Shirahama ก็คือโรงแรมแห่งนี้ ถือว่าเป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่มากๆ ในย่านนี้ มีเชี่ยวชาญในการรับรองนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นพิเศษ ห้องพักกว้างขวาง อาหารก็ดีมีให้เลือกหลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางก็ยิ่งใหญ่เว่อร์วัง มีห้องออนเซ็นขนาดใหญ่หลายชั้น (แถมยังมีออนเซ็นเท้าอยู่หลังโรงแรม แช่ไปชมวิวพระอาทิตย์ตกน้ำไปได้สวยๆ ร้านของฝากก็ใหญ่ จัดมาเต็มทั้งของฝากเมือง Shirahama เอง และของดีอื่นๆ ภายในจังหวัดวาคายาม่า


และที่น่าเสียดายก็คือมีห้องสันทนาการขนาดใหญ่ กินพื้นที่เกือบครึ่งฟลอร์ของโรงแรม แต่ว่า… ตอนที่เราจะเข้าไปถึงโต๊ะปิงปองตัวสุดท้ายที่ยังว่างอยู่ กลับโดนแก๊งค์อาตี๋ อาหมวย เดินบาดหน้าไปฉิบ พวกเขามากกว่า อิฉันก็เลยต้องเจียม เอาความหงุดหงิดไปลงกับบ่อออนเซ็นให้ตัวร้อนแทนหัวร้อนไปก่อน สุดท้ายก็ถึงเวลาปิดห้องสันทนาการ อดเล่นไปจ้า โอเค้! กลับมาเล่นบ้านเรา ฮ่าๆ ที่จริงก็ยังมี board games หมากต่างๆ แล้วก็โต๊ะพูลด้วยล่ะน่ะ แต่เราอยากเล่นอันนั้นอ่า (><)












จะเห็นได้ว่า… เราย้ำคำว่า “ใหญ่” กับโรงแรมนี้บ่อยๆ เพราะสถานที่อลังฯ สิ่งอำนวยความสะดวกเยอะ และหลากหลายจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ SEAMORE จะเป็นโรงแรมที่รองรับกรุ๊ปทัวร์ได้ครั้งละมากๆ ที่จอดรถยนต์ก็เลยอาจจะดูคับแคบไปสักนิด เมื่อเทียบกับจำนวนของห้องพัก เพราะส่วนใหญ่น่าจะมากับรถทัวร์ อย่างไรก็ตาม หากว่ามาเที่ยวแบบเดี่ยวๆ หรือเป็นคู่อย่างเรา ก็ไม่ต้องกลัวจะอึดอัดใจ เพราะภายในโรงแรมนั้นกว้างใหญ่ไพศาล พอที่จะมีมุมให้เราได้ชิลเงียบๆ รีแลกซ์สบายๆ ปราศจากการรบกวนอยู่เยอะเหมือนนะ
เว็บไซต์: https://www.keyterrace.co.jp/en/
Tore Tore Ichiba

เอาจ้า! วันสุดท้ายของทริป!! ไหนๆ ก็ไปตลาดปลามาหลายเมืองล่ะ อีกสักเมืองจะเป็นไรไปล่ะ (ตลาดปลา เท่าไรก็ไม่พอหรอกนะ ฮะๆ) ตลาดปลาโทเร โทเร (Tore Tore Market) เป็นหนึ่งในตลาดปลาที่มีชื่อเสียงในจังหวัดวาคายาม่า และเมื่อได้เห็นสินค้าภายในตลาดแล้ว ก็ต้องยอมรับอย่างจริงจัง
มุมของสดก็จัดไปแบบสดสุดๆ (ว่ายน้ำโชว์กันไปเลย จะไม่สดได้ยังไง) โดยเฉพาะมุมปลาทูน่า ที่นี่ขอขิงแบบแรงๆ เลยว่า ใช้แต่ปลาทูน่าสดไม่แช่แข็งเท่านั้น แล้ว กุ้ง หอย ปู ปลา ก็มาครบ แบบพรีเมี่ยมๆ กันไปเลย
















นอกจากอาหารทะเลจะเยอะ เพราะความเป็นเมืองชายทะเลแล้ว พืชพรรณธัญญาหารอื่นๆ ก็มาเต็ม ไม่น้อยหน้ากัน ทั้งของแห้ง ของสำเร็จรูป ของฝากประจำจังหวัด ก็มาช้อปที่นี่ได้เข่นเดียวกัน นอกจากนี้ ภายในแม้จะมีพื้นที่ฟู้ดคอร์สที่กว้างขวาง แต่คนก็แน่นเอี้ยดในช่วงเวลามื้อกลางวัน พิสูจน์ความนิยมในตลาดแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
แล้วก็เช่นเดียวกัน… ตลาดโทเร โทเร แห่งนี้ มีพื้นที่ปิ้งย่าง (BBQ) อยู่ด้านนอกด้วย หากท่านๆ เลือกซื้อของสดต่างๆ รวมทั้งเซ็ต BBQ ที่ทั้งสดและคุณภาพพรีเมี่ยมมาจากภายในตลาด ก็สามารถมาลิ้มลองรสชาติความอร่อยกันได้ ณ จุดนี้เลย
ตลาดแห่งนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 18.30 น. และมีรถเมล์จากสถานี Shirahama นั่งมาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ดังนั้นเดินทางสะดวก ไม่ต้องกังวลเลย (แต่ที่จอดรถเขาก็กว้างขวางนะ ยิ่งพอนึกถึงกระเป๋าเดินทางท้ายรถแล้ว รู้สึกว่าขับรถมาเอง ก็สบายกว่าจริงๆ นั่นแหล่ะ)
เว็บไซต์:
https://toretore.com/ichiba/
https://toretore.com/en/
https://th.visitwakayama.jp/venues/venue_75/
Kishu Umeboshikan
โรงงาน โชว์รูม ศูนย์การเรียนรู้ และจุดจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากบ๊วย “KiSHU-UMEBOSHIKAN” ใช้บ๊วยที่เป็นของดีประจำจังหวัดวาคายาม่าได้อย่างคุ้มค่าและต่อยอดได้เป็นอย่างดี ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถมาทัวร์โรงงานได้ เปิดประสบการณ์การทำเหล้าบ๊วย (2,200 เยน) น้ำบ๊วย (1,200 เยน) หรือดองบ๊วย (2,200 เยน) เป็นรสชาติของตัวเองได้ และช้อปปิ้งในโซนของฝากได้อย่างจัดเต็ม เพราะโรงงานแห่งนี้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากบ๊วยออกมาได้หลากหลายสุดๆ และขอแนะนำว่า ถ้ามีอะไรที่ชิมได้ ชิม! แล้วคุณจะได้ของติดไม้ติดมือออกมาอย่างแน่นอน (เราได้บ๊วยดองรสสตรอเบอรี่มาอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่มันอร่อยโดนใจเรามาก มากจนนึกอยากจะเขกหัวตัวเอง เมื่อนึกได้ว่าซื้อกลับมาน้อยเกินไป)
โรงงานแห่งนี้เปิดให้บริการทุกวัน (ปิดวันที่ 1 ม.ค. และอาจจะปิดในวันอื่นๆ ได้ ควรเช็คล่วงหน้า) เปิดตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. ในส่วนของ workshop มีเวลาที่แตกต่างกันไป ซึ่งก็ควรจองล่วงนะ ถ้าท่านไหนมาด้วยรถไฟ สามารถนั่ง Taxi จากสถานี Minabe มาได้ แค่ 5 นาทีเท่านั้น
เว็บไซต์: http://www.umekan.com/
Food Hunter Park Wakayama Shikinosato
ที่นี่ถือเป็นจุดพักรถที่ดี เพราะนอกจากจะเป็นจุดทำกิจกรรมกลางแจ้งที่น่าสนใจแล้ว สายขับรถเที่ยวแบบเรา ซึ่งจำเป็นต้องมีตัวเลือกของจุดแวะพักกินข้าว ช้อปปิ้ง และยืดแข็งยืดขาที่ดีๆ หน่อย อย่างเช่น… เส้นทางในตอนนี้ที่เราขับขึ้นมาจากเมืองทางใต้ (Shirahama) จะขึ้นไปเมืองทางเหนือ (Wakayama) ระหว่างทาง หากได้ที่แวะกินมื้อกลางวันดีๆ หน่อย ก็จะดีต่อใจไม่น้อย
Food Hunter Park นั้น มีพื้นที่เปิดโล่งค่อนข้างกว้าง เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้ง มีจุดให้ทำกิจกรรมแตกต่างกันไป รวมทั้ง Workshop ด้วย แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ โซนสนามเด็กเล่น โซนสำหรับสัตว์เลี้ยง โซนชมดอกไม้ (ถ้ามาในฤดูที่เหมาะสม ก็จะได้ชมดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง) โซนที่เป็นฟาร์ม โซนปิ้งย่าง (BBQ) โซนตลาด และโซนร้านอาหาร ซึ่งสองอย่างหลังนี่แหล่ะ ที่เหมาะกับผู้ที่มาแวะพักรถอย่างเรา
โซนตลาด (Market) นั้น เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีขั้นวางสินค้าวางยาวเรียงรายสุดอาคาร มีทั้งของสด และของแห้งคุณภาพดีจากท้องถิ่น ผู้ที่มาปิกนิค ย่าง BBQ น่าจะถูกใจสิ่งนี้ ของฝากของที่ระลึกก็มี พืชผักจากฟาร์มท้องถิ่นก็มีมาวางจำหน่ายสดๆ ใหม่ๆ ทุกเช้า
และอาคารหลักที่อยู่ติดกัน เป็นทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ เบเกอรี่ และจุดประชาสัมพันธ์ของ Food Hunter Park มีอาหารเซ็ตอร่อยๆ ปริมาณคุ้มค่า ให้เลือกหลากหลายอยู่นะ ได้ชิมแล้ว… คือดีเลยล่ะ แต่ที่อยากแนะนำมากๆ เป็นส่วนของเบเกอรี่ ขนาดคนไม่ปลื้มขนมปังอย่างเรา ยังต้องยอมรับว่าเด็ดจริง ขนมปังแผ่นสไลด์ที่ดูน่าจะธรรมดา แต่มันกลับกรอบนอก นุ่มใน หอมกรุ่นๆ รสชาติพอดีเป๊ะ! และที่มันเจ๋งขนาดนี้ เพราะมันเป็นเบเกอรี่ที่อบในเตาฟืน!!
จุดแวะพักรถ Roadside Station Shiki no Sato Park “FOOD HUNTER PARK” แห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมือง (อำเภอ) วาคายาม่า เปิดให้บริการตลอดทั้งปี (ปิดแค่ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่) วันธรรมดาเปิด 10.00 – 17.00 น. วันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิด 09.00 – 17.00 น. จากสถานี JR Wakayama สามารถต่อรถไฟ Wakayama Electric Railway มาลงที่สถานี Itakiso ถ้าเดินมายังฟาร์มจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ นิยมเช่าจักรยานจากสถานีปั่นมาเที่ยวที่นี่แบบ Day Trip กันซะมากกว่า
เว็บไซต์: https://fh-park.jp/
Idakiso / Kishi Station (Cat Stationmaster)
และความโด่งดังอย่างหนึ่งของจังหวัดวาคายาม่าที่ตกนักท่องเที่ยวทาสแมวทั้งหลายให้ใจละลายมานักต่อนักแล้ว ก็คือสถานีรถไฟที่มีนายสถานีเป็นน้องแมว (เป็นสถานีรถไฟท้องถิ่นของ Wakayama Electric Railway สาย Kishigawa Line) แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นน้องทามะ ผู้เป็น stationmaster ประจำสถานี Kishi ตั้งแต่ปี 2007 – 2015 ซึ่งได้จากโลกนี้ไปแล้ว ปัจจุบันมีทายาทเป็นน้องนิทามะ (ทามะหมายเลข 2) ประจำการอยู่ที่สถานี Kishi และน้องยนทามะ (ทามะหมายเลข 4) ประจำการอยู่ที่สถานี Idakiso
และเนื่องจากสถานี idakiso เป็นสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกลจาก Food Hunter Park เราจึงมาเยี่ยมน้อง Yontama กันก่อน ถ้าใครจะนั่งรถไฟไปหาน้อง Nitama กันต่อ สามารถนั่งรถไฟสาย Kishigawa นี้ไปได้เพียงแค่ 6 สถานี และบริเวณชานชาลาของสถานี Kishi ก็เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าของน้องทามะผู้ล่วงลับ ไปเยี่ยมน้องกันได้ ส่วนภายในอาคารสถานีรูปแมว ของสถานี Kishi นั้น ก็มีทั้งร้านของฝากของที่ระลึก รวมถึงร้านกาแฟเก๋ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกันด้วย ควรค่ากับการแวะเข้าไปชมสินค้ากันนะ
ทั้งน้อง Nitama และ Yontami มีตารางปฏิบัติหน้าที่เป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถเช็คทางเว็บไซต์ได้ เช็คไว้ก่อนไปก็จะดี
เว็บไซต์: https://wakayama-dentetsu.co.jp/en/
Kishigawa Strawberry Picking
คิโนคาว่าขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ของจังหวัดวาคายาม่า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองวาคายาม่านัก มีผลไม้ให้ลิ้มลองหลายอย่าง แต่จุดแวะพักตลอดเส้นทางท่องเที่ยววาคายาม่าทั้ง 4 วัน ที่เราขับรถเที่ยวกันมา… บอกได้เลยว่าเป็นฤดูกาลของสตรอเบอรี่!! เราเห็นแล้ว… ก็ต้องขอลิ้มลองสตรอเบอรี่ประจำถิ่นดูสักหน่อย
โดยเขต Kishigawa ในเมือง Kinokawa ขึ้นชื่อเรื่องการเพาะปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งมีสายพันธุ์ท้องถิ่น Sachinoka เป็นตัวชูโรง แต่สายพันธุ์ที่ป๊อบอีกสายพันธุ์หนึ่งก็คือ Marihime ซึ่งเราก็เห็นเจ้า Marihime นี้วางจำหน่ายมาตลอด 4 วัน ลูกใหญ่ เป็นสีแดงสด ผิวเงาวาววับ ส่วนรสชาตินั้น… ตอนได้มาเก็บเองกับมือในฟาร์มที่นี่แหล่ะ ถึงได้รู้ กัดลงไปคำแรกถึงกับตาโตเลย หวานและฉ่ำมาก!! ตอนนี้ Marihime คือที่หนึ่งในใจช้าน แซงสตรอเบอรี่ญี่ปุ่นทุกสายพันธุ์ที่เราเคยกินมาทั้งหมดแบบชิลๆ ไปเลย ใครที่ชอบสตรอเบอรี่หวานๆ ไม่อมเปรี้ยวจะต้องหลงรัก คอนเฟิร์ม!
ค่าทำกิจกรรมเก็บสตรอเบอรี่ในเขต Kishikawa นี้ อยู่ที่คนละ 2,500 เยน (เด็กประถม 1,800 เยน) แต่สามารถเก็บกินกันยาวๆ ไปได้ถึง 2 ชั่วโมง (ใครไหวก็จัดเลย แต่เราไม่สู้) โดยจะเปิดตั้งแต่ 09.00 – 15.00 น. หยุดวันจันทร์ และถ้ามาโดยรถไฟ ก็สามารถเดินจากสถานี Kishi มาได้ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที (ถ้าใครซื้อบัตร One Day Pass ของ Wakayama Electric Railway ไว้ เพียงแค่แสดงบัตร ก็จะได้ส่วนลด 10%)
ท่านไหนอยากมาลองเก็บสตรอเบอรี่ที่เมือง Kinokawa ก็มาราวเดือนมกราคม – มีนาคมนะจ้ะ อิ่มอร่อยแบบจุใจ และถูกใจกันแน่ๆ สามารถเช็คข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของ Kinokawa Fruits Tourism Bureau หรือของ Kinokawa City ได้เลย
เว็บไซต์:
https://www.kinokawa-dmo.com/en.html
https://www.kanko-kinokawa.jp/view_play/971/
Wakayama Castle
ปราสาทวาคายาม่า ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองวาคายาม่าเลยทีเดียว เป็นหนึ่งในปราสาทที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวสวย มองเห็นทะเลและปากแม่น้ำคิโนคาว่า แล้วก็มีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ สร้างขึ้นในปี 1585 ตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบปราสาทแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเฟื่องฟูของวาคายาม่าในครั้งที่ตระกูล Tokukawa สาย Kishu (ชื่อเดิมของจังหวัดวาคายาม่า) เคยปกครองดินแดนแถบนี้
ความน่าสนใจของปราสาทหลังนี้คือสถาปัตยกรรมที่มีรายละเอียดแตกต่างจากปราสาทญี่ปุ่นแห่งอื่นๆ อยู่เล็กน้อย ทั้งสีสัน โครงสร้างของหลังคา การประดับตกแต่ง (อย่าลืมมองหาน้องลูกท้อที่แอบซ่อนอยู่บนหลังคากันนะ เป็นความเก๋ของปราสาทแห่งนี้) รวมไปถึงลักษณะการจัดเรียงของกำแพงหินด้วย
ปัจจุบันชั้นบนสุดของปราสาทเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของเมือง หลายส่วนในปราสาท นอกจากจะถูกจัดเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังมีการวางพื้นที่บางส่วนจัดเป็นนิทรรศการหมุนเวียน หรืออีเว้นท์ต่างๆ ด้วย และสวนของปราสาทก็ยังมีจุดชมซากุระ รวมถึงใบไม้เปลี่ยนสีอยู่หลายจุด เป็นที่นิยมของชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน
สวนชั้นนอกของปราสาท จะเห็นเป็นพื้นที่โล่งๆ จุดหนึ่งซึ่งเคยเป็นที่พำนักที่แท้จริงของอดีตท่านเจ้าเมือง (เจ้าเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยพักในตัวปราสาทกันหรอก จะมีบ้านพักอยู่ใกล้ๆ ปราสาทกันซะเป็นส่วนใหญ่) ใกล้ๆ กัน จะมีสะพาน Ohashi-Roka เป็นเหมือนอาคารขนาดย่อมใช้ข้ามคูน้ำไปยังอีกมุมของสวนและเรือนน้ำชาของปราสาท สามารถแวะไปเยี่ยมชมกันได้ สะพานเขาดีไซน์เก๋ดี
เว็บไซต์: http://wakayamajo.jp/index.html
Wakayama Civic Library
ห้องสมุดสาธารณะขนาดใหญ่กลางใจเมือง ตั้งอยู่ที่สถานี Wakayamashi (รถไฟเอกชน Nankai) มีสถานที่ที่เรามาเยือนด้วยการสนองนี๊ดตัวเอง เพราะเป็นสายอ่าน ชอบการเข้าห้องสมุด จึงสนใจอยากเห็นการจัดระบบระเบียบภายในห้องสมุดสาธารณะของญี่ปุ่นดู และเนื่องจากห้องสมุดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดสถานีรถไฟ ติดห้าง กลางเมือง เราก็เลยคิดว่าน่าจะลองเข้าไปเยี่ยมชมดูสักหน่อย
เราเข้าไปเยี่ยมๆ มองๆ อยู่ไม่นาน ก็แอบเซอร์ไพร์สในหลายๆ จุดนะ คือหลักๆ แล้วแต่ละชั้น จะมีชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ วางกันเป็นเสมือนกำแพงของห้องสมุด แต่ด้านหลังของกำแพงชั้นหนังสือเหล่านั้น เป็นเหมือน study rooms แต่ก็ไม่ได้มีประตูกั้นเสียงใดๆ สามารถพูดคุยใช้เสียงกันได้ตามปกติ แต่คนญี่ปุ่นมักจะไม่ใช้เสียงดังเกินควรในที่สาธารณะ บรรยากาศจึงเหมือนใครใคร่ทำอะไรก็ทำ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น มันจึงค่อนข้าง peaceful ยิ่งไปกว่านั้น ชั้นสุด (ชั้น 4) ก็เป็นเหมือนสวรรค์ของเด็กๆ มีโซนหนังสือเด็ก ที่จัดวางมาในหลายรูปแบบ มีส่วนที่เป็นห้องลับใต้บันไดเก๋ๆ แต่กว้างขวาง ให้เด็กๆ ได้หมกตัวมานั่ง มานอนอ่านหนังสือกันได้ด้วย มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าจุดที่เหมือน Study Rooms ในชั้นอื่นๆ ที่ผู้คนนับร้อยนั่งกันเต็มทุกที่นั่งซะอีก เรางี้อยากจะมาแอบหลับที่ห้องนี้เลยทีเดียว
และชั้นนี้ยังมีการจัดเป็นโซนสนามเด็กเล่นด้วย ณ จุดนี้ เรื่องการทำเสียงดังในห้องสมุดนั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปเลย เพราะน้องๆ เขาสนุกกันจัดเต็มจริงๆ น่าจะดังลงไปถึงชั้นล่างได้อีก 3 ชั้นเลยทีเดียว
และๆๆๆ ชั้นนี้… ที่อยู่ติดกับโซนสนามเด็กเล่น เป็น Food Terrace (ที่จริงมีที่ชั้น 3ด้วย) คือถ้าใครมีอาหารที่อยากจะกินแบบจริงๆ จังๆ อัญเชิญมานั่งกินกันตรงนี้ได้เลย กว้างขวาง สะดวกสบาย ราวกับศูนย์อาหารห้างขนาดใหญ่ เหอๆ (ที่น่าแปลกใจ คือไม่ได้กลิ่นของอาหารเลย!) แอบสงสัยในเรื่องของเครื่องดื่ม นำเข้ามาได้มั้ยนะ … มองซ้ายมองขวา เอิ่ม… ไม่ว่าจะแบบแก้ว (มีฝาปิด) แบบขวด แบบกระติก มีครบ เรียกว่าถือเดินไปเดินมา พร้อมกับเลือกหนังสือมาอ่านได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญภายในห้องสมุดแห่งนี้มี Starbuck! เรื่องเครื่องดื่มก็คงจัดเต็มกันได้ทุกคน (คนญี่ปุ่นเขาคงรู้จักระมัดระวังตัว ดูแลทรัพย์สินสาธารณะได้ดีกว่าชาติอื่นๆ ซะละมั้งเนี่ย ไม่กลัวน้ำหก น้ำซึมลงกระดาษ ลงหนังสือกันบ้างเลยเหรอ?!? อ้อ! ที่จริงเขามีมุมที่ห้ามทั้งกินและดื่มอย่างเด็ดขาดด้วยนะ น่าจะเป็นมุมหนังสือสำคัญมากๆ น่ะ)
มีชั้นดาดฟ้าที่เปิดโล่งไปนั่งอ่าน กิน เล่น ชมวิว ชิลได้ ส่วนชั้นล่างที่อยู่ติดกับ Starbuck เป็นโซนจำหน่ายหนังสือและเครื่องเขียน ส่วนอีกฟากฝั่งหนึ่งก็เป็นโซนจำหน่ายของฝากของที่ระลึกท้องถิ่น เรียกได้ว่าห้องสมุดสาธารณะแห่งนี้ เป็นเหมือน shopping complex สำหรับคนรักการอ่านหรือการเรียนเลยทีเดียว วันทั้งวันมาใช้ชีวิตอยู่ในนี้ได้อย่างสบายๆ ถือเป็นห้องสมุดในอุดมคติแห่งหนึ่ง (แต่โซนหนังสือภาษาอังกฤษ แอบน่าสงสารมาก เราเห็นน้องมีกันอยู่แค่ประมาณ 30 เล่มเอง)
ที่แน่ๆ สามัญสำนึกเรื่องการใช้เสียงภายในห้องสมุด รวมถึงการนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในห้องสมุด ของอิฉันพังไปเรียบร้อยแล้ว
เอาจริงๆ เขาก็มีกฎที่บังคับใช้เป็นจุดๆ แล้วก็มีมุมสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบด้วย แต่ภาพรวมก็จะเป็นแนวๆ นี้ เพราะที่นี่เขามาในคอนเซ็ป ห้องสมุดที่เชื่อมต่อ Book -> People -> Town มาแล้วต้องได้ ความรู้ ข้อมูล การปฏิสัมพันธ์ และการผ่อนคลาย…
ที่นี่เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ใครอยากมาเปิดโลกการอ่านในญี่ปุ่น ก็สามารถมาเยี่ยมชมกันได้
เว็บไซต์: https://wakayama.civic-library.jp/
Ki:no Wakayama
แหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่ในสถานีรถไฟ Wakayamashi ที่อยู่ติดกับ Wakayama Civic Library นั่นเอง มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาเป็นอย่างดี
ชั้น 1 นอกจากจะเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟแล้ว จะเป็นส่วนของ Rock Star Farms ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ เดินเพลินมาก มีทั้งของสด ของแห้ง และอาหารปรุงสุกพร้อมทาน แล้วยังมีร้านอาหารอยู่นิดหน่อย และเป็นที่ตั้งของศูนย์จำหน่ายตั๋วรถบัส (Wakayama Bus) ด้วย
ชั้น 2 เรียกว่า THE FOOD HALL แน่นอนว่าเป็นศูนย์รวมของร้านอาหาร มีอาหารท้องถิ่นคุณภาพดีให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน แต่ถ้าเดินมาจากห้องสมุด บริเวณทางเชื่อมมายัง Ki:no Wakayama นั้น จะเห็นป้ายร้านสาเกชื่อดัง Heiwa Saketen กระแทกตาอยู่ ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปลองเทสต์ดู อาจจะโดนตกหลายขวดอยู่นะ
ชั้น 3 เป็นชั้นที่ตอบโจทย์ด้านความงามและสุขภาพ มีคลินิกเสริมความงาม ร้านเสริมสวย ร้านนวด ยิม (24 ชม.) แล้วก็มีร้านรับซื้อของแบรนด์เนมมือสอง และชมรมคนนอนดึก (Internet café) ที่เปิดตลอด 24 ชม. อยู่ด้วย
ถือว่าเป็นห้างในสถานีรถไฟที่มีความน่าสนใจหลายจุดเลยนะ
เว็บไซต์: https://kino-wakayama.jp/
Marusan Ramen
มื้อค่ำส่งท้ายการขับรถเที่ยวทั่วจังหวัดวาคายาม่าของเราในครั้งนี้ ขอจัดแบบง่ายด้วยราเม็ง แต่จะเป็นราเม็งทั่วไปก็คงจะไม่ถูกไม่ควร ถ้าไม่จัด Wakayama Ramen เมนูท้องถิ่นชื่อดัง เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงวาคายาม่า ไปลองกันเลยที่ร้าน Marusan Ramen!
ราเม็งแต่ละร้านก็จะมีลักษณะเด่นของน้ำซุปที่แตกต่างกันไป แต่หลักๆ แล้ว Wakayama Ramen จะใช้ซุปกระดูกหมูปรุงรสด้วยโชยุ (Tokotsu-Shoyu) ใช้เส้นตรงไม่หนา และต้มให้ออกนุ่มเล็กน้อย มี Topping หลักๆ คือหมูชาชู ต้นหอม หน่อไม้ และลูกชิ้นปลา มี Side dish เสริมคือไข่ต้ม และ Hayanare zushi (ข้าวปั้นหน้าปลาซาบะดองห่อด้วยใบไม้) เพราะสามารถช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี
แรกเริ่มเดิมที Wakayama Ramen นั้นเปิดขายตามร้านแผงลอยในตัวเมืองวาคายาม่าในช่วงกลางสมัยโชวะ ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน และคนท้องถิ่นจะเรียก Wakayama Ramen ว่าฉุคะ โซบะ (Chuka Soba) ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจไป หากเห็นชื่อร้านราเม็งบางร้านแถบนี้ มีคำว่าโซบะต่อท้าย (อย่างร้าน Marusan ชื่อจริงๆ แล้วคือ Marusansoba)
เมนูในร้าน Marusan ก็ไม่ต้องเลือกเยอะ แค่จะเอาแบบธรรมดาหรือแบบพิเศษ จะเอาแบบชาชู (หมูตุ๋น) หรือแบบชาชูพิเศษ แค่นี้เลย ไม่ต้องคิดมาก อิ่มอร่อยได้แบบด่วนๆ ดีจริงๆ (ชาชูร้านนี้ ขึ้นชื่ออยู่นะ)
เราเลือกเมนูชาชูธรรมดา ส่วนรสชาตินั้น… ความเค็มของโชยุทำให้ความหวานของน้ำซุปกระดูกหมูบาลานซ์ขึ้น แถมยังตัดความเลี่ยนได้อีกด้วย เส้นเป็นขนาดกลางๆ เหนียวหนึบค่อนไปทางนุ่ม พอมาเจอกับน้ำซุปกระดูกหมู ก็ทำให้ซู้ดได้เลื่อนคอ ส่วนชาชูก็ไม่หนาเกินไป ไม่บางเกินไป ไม่มันเกินไป เรียกได้ว่าพอดีไปหมด เราชอบนะ เพราะราเม็งซุปกระดูกหมูส่วนใหญ่ที่เราเคยกินมักจะเลี่ยนจนกินมากไม่ไหว แต่นี่เราซดน้ำจนเกลี้ยงได้
บรรยากาศภายในร้านให้อารมณ์ร้านอาหารเพื่อคนท้องถิ่นญี่ปุ้น ญี่ปุ่นจริงๆ ลูกค้าเข้ามาถึงสั่งแล้วยกซดเร็วๆ แล้วก็จากไป มาเร็วเคลมเร็วกันซะเป็นส่วนใหญ่ น่าจะเป็นร้านราเม็งที่พึ่งของคนท้องถิ่นจริงๆ นั่นแหล่ะ
ร้านนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00 – 20.00 น. ปิดวันอาทิตย์
ถ้าเดินทางด้วยรถเมล์จากสถานี JR Wakayama ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ลงที่ป้าย Shioya เดินต่ออีก 1 นาที ถ้ามาด้วยรถไฟจากสถานี JR Kimiidera เดินประมาณ 28 นาที (ห่างจาก Kimiidera ประมาณ 1.4 กม.) ส่วนเรา… ขับรถมา ไม่เหนื่อย หุๆ
เว็บไซต์:
https://tabelog.com/en/wakayama/A3001/A300101/30000014/
https://www.mysecretwakayama.com/wp/wp-content/uploads/2020/01/ramenmap_English_2022.pdf
Hotel GRANVIA Wakayama
ขอจบทริปสวยๆ ด้วยโรงแรมในเครือของ JR-West ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ติดสถานี JR Wakayama ห้องพักดี พนักงานบริการเป็นเลิศ แถมโลเคชั่นยังโดนใจ อยู่ห่างจากสนามบินคันไซเพียงแค่ 40 นาที ต่อรถไฟก็ง่าย คืนสุดท้ายในวาคายาม่าก็ต้องจัดที่นี่แหล่ะ เหมาะสมแล้ว
เราเช็คอินค่อนข้างจะค่ำ เพราะแวะไปกินราเม็งกันมาก่อน แต่ทางโรงแรมมีบริการพิเศษ เป็นข้าวแกงกะหรี่ 1 ถ้วยถ้วน สำหรับบริการแขกที่เข้าพักทุกท่าน แต่จะบริการถึงสองทุ่มเท่านั้น เราเช็คอินปุ๊บ เอาสัมภาระไปทิ้งไว้ในห้อง แล้วกลับลงมาที่ล็อบบี้อย่างด่วน ทั้งๆ ที่กินมื้อเย็นมาแล้ว แต่ก็อยากจะลองชิมรสชาติดู อร่อยอยู่น๊า แถมปริมาณก็ไม่ได้เยอะมาก เป็นบริการที่ดีเลยล่ะ
สำหรับห้องพักในตัวเมืองของญี่ปุ่น แน่นอนว่าขนาดย่อมไม่เท่าเทียมกับห้องพักในโซนรอบนอกเมื่อเทียบกับราคา แต่ห้องพักของเราที่ Hotel GRANVIA Wakayama นอกจากจะดูสะอาดสะอ้าน ดีไซน์สบายตาแล้ว ยังไม่ให้ความรู้สึกอึดอัดเลยสักนิด สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบยิ่งกว่าครบ ไม่มีอะไรให้ติ
ความน่าเสียดายก็คือ ปกติในช่วงฤดูหนาว บรรยากาศดาดฟ้า (ROOF TOP Relaxing Terrace) ของโรงแรมแห่งนี้จะดีมาก เขาจะเปิดให้เฉพาะแขกของทางโรงแรมเท่านั้นให้ขึ้นมาใช้บริการได้ (18.00 – 21.00 น.) มีฟรีดริ๊งให้ 1 ดริ๊งด้วยล่ะ กะจะมาชิลก่อนกลับสักหน่อย แต่วันที่เราเข้าพักฝนตก อย่างเศร้า! (ตอนกลางวันเจอหิมะ ตอนกลางคืนเจอฝน โชคดีของช้านจริงๆ )
เว็บไซต์: https://www.granvia-wakayama.co.jp/english/
การได้มาท่องเที่ยวจังหวัดวาคายาม่า (Wakayama) ในครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 4 วันเต็ม ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกประทำใจนะ ทำให้เรารู้สึกจากใจเลยว่า… จังหวัดที่อยู่ใกล้กับโอซาก้าขนาดนี้ ใกล้กับสนามบินคันไซขนาดนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมน่าสนใจขนาดนี้ อยากให้มนุษย์สายท่องเที่ยวชาวไทยได้ไปสัมผัสกับเยอะๆ จริงๆ น่าจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดในญี่ปุ่น ที่ถูกจริต ถูกกับไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อนของหลายๆ คน ลองไปเที่ยวกันดูนะ 😉
ขอบคุณข้อมูล: องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดวาคายาม่า (Tourism Bureau Wakayama Prefecture Government)
เว็บไซต์: https://en.visitwakayama.jp/
เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– ขับรถเที่ยววาคายาม่า 4 วันแบบจัดเต็ม EP2
– อมยิ้มขำขันไปกับกวางนารา
– มือใหม่…ไปญี่ปุ่น…อยู่ HOMESTAY
– เที่ยวเกียวโตฉบับลึกลับ : ตอนที่ 1
– รีวิวเที่ยวโทโฮขุ ชิบะ ตอนที่ 4 : เที่ยวเมือง Yonezawa
#ขับรถเที่ยววาคายาม่า 4 วันแบบจัดเต็ม EP3 (จบ)